ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ในช่วงประมาณ ร้อยละ 2.0–2.2 สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า ร้อยละ 90 ของ GDP ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศและความสามารถในการก่อหนี้ยังคงอยู่ในระดับจำกัด ภายใต้บริบทดังกล่าว สถาบันการเงินยังคงใช้นโยบายการพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างเข้มงวด ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ (Rejection Rate) อยู่ในระดับสูงประมาณ ร้อยละ 70–75 ตลอดปี 2568 ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ของภาคอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการพัฒนาโครงการและต้นทุนทางการเงิน รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพของโครงการเป็นลำดับแรก และกระทบต่อแผนการเปิดตัวโครงการใหม่และการบริหารต้นทุน แม้ว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับ ร้อยละ 1.25 รวมถึงมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ ร้อยละ 0.01 อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง
จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ LPN พบว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 244 โครงการ เป็นจำนวนหน่วยเปิดตัว 40,638 หน่วย ลดลงร้อยละ 30 และมูลค่าการเปิดตัวโครงการรวม 289,835 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการในการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ และมุ่งเน้นการบริหารสินค้าคงเหลือและสภาพคล่องเป็นสำคัญ
ภายใต้สภาวะตลาดที่ท้าทายดังกล่าว LPN ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Healthy Resilience” โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรบนพื้นฐานที่เหมาะสม และไม่เร่งขยายตัวเกินศักยภาพของตลาด ในปี 2568 LPN เปิดตัวโครงการใหม่จำนวนทั้งสิ้น 2 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการอาคารชุดพักอาศัย ลุมพินี พาร์ค ออน ไนน์ทีน มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท และโครงการบ้านพักอาศัย บ้านลุมพินี แก้วอินทร์ มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท ทั้งนี้ LPN ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกโครงการใหม่อย่างรอบคอบ ควบคู่กับการเร่งระบายสินค้าคงเหลือ การเพิ่มรายได้จากธุรกิจบริการ และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างกระแสเงินสดและความสามารถในการทำกำไร โดยบริษัทเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคง พร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
เป้าหมายยอดขายและรายได้
ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ในช่วงประมาณ ร้อยละ 2.0–2.2 และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านกำลังซื้อจากภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง รวมถึงความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน LPN ได้กำหนดเป้าหมายยอดขายและรายได้โดยยึดหลักความรอบคอบและการรักษาเสถียรภาพทางการเงินเป็นสำคัญ โดยในปี 2568 LPN มียอดขายรวมประมาณ 7,204 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายโครงการอาคารชุดพักอาศัยจำนวน 5,538 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77 และโครงการบ้านพักอาศัยจำนวน 1,666 ล้านบาท ประมาณร้อยละ 23 สำหรับรายรวมทุกธุรกิจมีจำนวน 6,734 ล้านบาท ลดลงประมาณร้อยละ 16 จากปี 2567 ที่มีรายได้รวม 8,011 ล้านบาท โดยรายได้รวมในปี 2568 แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย 4,063 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนประมาณร้อยละ 26 สำหรับรายได้จากการบริหารจัดการ งานเช่า และธุรกิจบริการ มีรายได้รวม 2,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จากปี 2567 ทั้งนี้บริษัทมีโครงการที่ขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่าประมาณ 1,620 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 จากโครงการอาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักอาศัย ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569-2570
โดยในปี 2568 บริษัทมีโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมส่งมอบทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 3,700 ล้านบาท เป็นโครงการอาคารชุดพักอาศัย 1 โครงการ และโครงการบ้านพักอาศัย 2 โครงการได้แก่
โครงการอาคารชุดพักอาศัย มูลค่าโครงการประมาณ 2,100 ล้านบาท
โครงการบ้านพักอาศัย มูลค่าโครงการวมประมาณ 1,600 ล้านบาท
การบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในปี 2568 LPN ดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและความเข้มงวดของสินเชื่อ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “Healthy Resilience” โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมค่าใช้จ่าย ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และความพร้อมในการดำเนินธุรกิจในระยะถัดไป
LPN ปรับแนวทางการดำเนินงานจากการมุ่งขยายตัว ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการและสินทรัพย์ที่มีอยู่เป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการบริหารโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อเร่งการส่งมอบและการโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงการบริหารสินค้าคงเหลืออย่างเป็นระบบ เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัท
ขณะเดียวกัน บริษัทดำเนินการควบคุมต้นทุนอย่างรอบคอบในทุกระดับ ทั้งต้นทุนการพัฒนาโครงการ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยใช้เทคโนโลยีและการปรับกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อรองรับขนาดธุรกิจที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบัน
ในด้านฐานะทางการเงิน LPN ยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสดและระดับหนี้สินให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อคงความสามารถในการชำระหนี้ เสริมความยืดหยุ่นทางการเงิน และรักษาเสถียรภาพขององค์กร ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
ดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบต่อสังคม
LPN มีแนวทางในการดูแลพนักงาน เพราะพนักงาน คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานได้เรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ นอกจากนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญ กับการดูแลสังคม ผ่านบริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่สร้างโอกาสในการทำงานให้กับสตรีและผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาส ให้มีโอกาสในการทำงานโดยมีการจ้างงานสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสจำนวน 1,984 คน และมีเป้าหมายที่จะจ้างงานและสร้างโอกาสให้กับสตรีและผู้สูงอายุด้อยโอกาสไม่น้อยกว่า 2,000 คนในปี 2569
จากการปรับแผนธุรกิจและผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติจ่ายเงินปันผลประจำปีงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.05 บาทไปแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ส่วนที่เหลือจะจ่ายในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ รอผลการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569